สพฐ. ย้ำ ห้ามจัดสอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ใช้ระบบแพ้-ชนะ จัดอันดับคะแนน ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน เน้นจัดการเรียนรู้ตามช่วงวัย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกข้อสั่งการเน้นย้ำไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้กำกับดูแลโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามจัดสอบแข่งขัน หรือใช้ระบบแพ้-ชนะ จัดอันดับคะแนนในระดับเด็กเล็กโดยเด็ดขาด ซึ่ง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ได้กำหนดให้เด็กปฐมวัยซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ หรืออยู่ในชั้นอนุบาล 1 – 3 ได้รับการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยต้องให้เด็กเล็กเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควรหรือจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันเพื่อรับเกียรติบัตรหรือถ้วยรางวัลในเด็กเล็ก
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้วางแนวทางปรับวิธีการวัดผลใหม่ทั่วประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยให้ยกเลิกข้อสอบวิชาการ การจัดอันดับแข่งขัน และให้โรงเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรื่องการประเมินพัฒนาการแทน โดยควรใช้การสังเกตพฤติกรรม ทักษะการสื่อสาร การช่วยเหลือตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม รวมทั้งใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เก็บสะสมผลงาน รวบรวมภาพกิจกรรม และติดตามความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคล แทนการใช้ตัวเลขตัดสินแบบเดิม ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองเด็กปฐมวัยแค่ในมุมการเรียนหนังสือแต่เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งการเร่งรัดวิชาการหรือการบังคับสอบตั้งแต่วัยอนุบาล นอกจากจะขัดต่อกฎหมายแล้ว ยังเป็นการสร้างความกดดันเกินวัย ส่งผลเสียรุนแรงต่อพัฒนาการทางสมอง ภาวะความเครียด ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว
อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการยังเดินหน้าจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ ที่ครอบคลุมการพัฒนาเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเชิญกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิต ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อให้หลักสูตรการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม โดยเชื่อมั่นว่า นโยบายการยกระดับการศึกษาปฐมวัยดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในการกวดวิชาเด็กเล็ก และกำชับให้สถานศึกษาปรับรูปแบบการรายงานพัฒนาการแก่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันดูแลเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สมวัย และมีความสุข
สำหรับแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับเด็กในระดับปฐมวัยที่สอดคล้องกับข้อสั่งการดังกล่าว โดยการรับเด็กชั้นก่อนประถมศึกษา อายุ 3–6 ปี และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ห้ามสอบวัดความสามารถทางวิชาการ เว้นแต่โรงเรียนที่เปิดห้องเรียนพิเศษ สามารถรับนักเรียนเข้าเรียนห้องเรียนพิเศษด้วยการประเมินความพร้อมของผู้เรียนตามหลักเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ที่ดีและส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการตามศักยภาพ พร้อมก้าวสู่การเรียนรู้ในระดับต่อไปอย่างมีความสุข และให้การคัดเลือกนักเรียนสอดคล้องกับพัฒนาการและความพร้อมของเด็ก โดยไม่สร้างแรงกดดันจากการแข่งขันทางวิชาการตั้งแต่วัยเริ่มต้น

ช่วงวัยแรกเกิดถึง 6 ปี คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ของเด็ก หากเด็กได้รับการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการอย่างเหมาะสม จะช่วยวางรากฐานที่ดีต่อการเรียนรู้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในอนาคต ข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้
1. พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว (Gross Motor : GM) เป็นความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น คอ ลำตัว แขน และขา เด็กที่ได้รับการส่งเสริมด้านนี้อย่างเหมาะสมจะมีความแข็งแรง คล่องแคล่ว และพร้อมสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
2. พัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (Fine Motor : FM) เป็นการใช้มือ นิ้วมือ และสายตาร่วมกัน รวมถึงทักษะการคิดและการแก้ปัญหาเบื้องต้น พัฒนาการด้านนี้ช่วยเตรียมความพร้อมในการเรียน การเขียน และการใช้ชีวิตประจำวัน
3. พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา (Receptive Language : RL) เป็นความสามารถในการฟัง ทำความเข้าใจคำพูด คำสั่ง และสิ่งรอบตัว ในการเข้าใจคำสั่งง่าย ๆ ชี้อวัยวะตามคำบอก เข้าใจคำถามและเรื่องราวที่ฟัง หากเด็กมีพัฒนาการด้านนี้ดี จะช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นและสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. พัฒนาการด้านการใช้ภาษา (Expressive Language : EL) เป็นความสามารถในการสื่อสารด้วยเสียง คำพูด หรือประโยค การพูดช้า พูดไม่ชัด หรือสื่อสารไม่เหมาะสมกับวัย อาจเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการติดตามเพิ่มเติม
5. พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (Personal and Social : PS) เป็นความสามารถในการดูแลตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการปรับตัวทางสังคม เช่น การยิ้มตอบสนอง เล่นกับผู้อื่น รับประทานอาหารเอง แต่งตัวง่ายๆ ได้ ช่วยงานเล็กๆ ภายในบ้าน เด็กที่มีพัฒนาการด้านนี้ดีจะสามารถปรับตัว เข้าสังคม และเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag