
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐอเมริกา รวม 33 บริษัท ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรม แผนการลงทุน และแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทย โดยผู้แทนภาคเอกชนครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่งโลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน โดยการหารือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการพบปะระหว่างการประชุม UNGA ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings สู่การติดตามความร่วมมือและแผนลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้รัฐบาล มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ Thailand FastPass ลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุดร้อยละ 50 โครงการ Thailand Skill Bridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน การขยายโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct Power Purchase Agreements (Direct PPA) และการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ด้านการค้าและการลงทุน รัฐบาลมุ่งขยายตลาดผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ พร้อมระบุว่าการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สามารถบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว และหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART)
ซึ่งรัฐบาลพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนเสริมความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการประสานงานกับ USABC และ BOI เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย โดย 7 กลุ่มธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อสนับสนุน พร้อมเสนอแนวทางขยายความร่วมมือกับไทย ดังนี้
1. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับโรงงานให้รองรับทั้งรถยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งการเจรจา FTA
2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมไทยในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการปราบปรามสินค้าปลอม พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค เพื่อสนับสนุนเป้าหมายกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573
3. กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า และพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
4. กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุม AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
5. กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร เสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์ ขยายตลาดผ่าน FTA และส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
6. กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง พร้อมเสนอให้เพิ่มการเชื่อมโยงเที่ยวบิน อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ส่งเสริมเมืองรอง พัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับปรุงกฎระเบียบด้านธุรกิจและการลงทุน
7. กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ การรองรับสังคมสูงวัย และการส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก
การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ จากการพบหารือระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตลอดจนการประชุม IMF – World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา สู่การหารือร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ นางรูท โพรัท (Mrs. Ruth Porat) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (President and Chief Investment Officer) ของ Alphabet และ Google เพื่อติดตามผลจากการหารือที่นครนิวยอร์กเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทาง Google ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศไทย พร้อมให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาด ขณะที่รัฐบาลพร้อมส่งเสริมความร่วมมือผ่านโครงการ AI for All Thais เพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้ประชาชนในระดับท้องถิ่น ครอบคลุมภาคการเกษตร สังคม การแพทย์ และการศึกษา ในการนี้ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดย Google เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้น้ำและไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของธุรกิจดังกล่าว
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลจะกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์โดยคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมทั้งเสนอแนวคิดพัฒนา ระบบบริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่ง Google แสดงความสนใจและพร้อมเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรกๆ และเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่นที่สนใจลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
อีกทั้ง รัฐบาลและ Google ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ AI ให้ครอบคลุมทั้งประชาชนในชุมชน เกษตรกร พนักงาน นักเรียน และนักศึกษา เพื่อให้สามารถนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงทักษะที่จำเป็นในอนาคต
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อส่งเสริม การลงทุนคุณภาพสูง ที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาคน การใช้พลังงานสะอาด การบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต