
การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทย และใช้มาตรการทางภาษีเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ (New Growth Engine)
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีครอบคลุมรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป รถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศจะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 35 จากปัจจุบันที่รถยนต์ BEV เสียภาษีร้อยละ 10 และรถยนต์ REEV เสียภาษีร้อยละ 15 สำหรับ BEV (Battery Electric Vehicle) คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วน REEV (Range Extended Electric Vehicle) เป็นรถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในกระบวนการผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ภายในประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยท่ามกลางการแข่งขันจากรถยนต์นำเข้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ พร้อมยกระดับขีดความ สามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน (Investment-Driven Import) ใช้การนำเข้าเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนระยะยาว เพื่อให้เกิดการลงทุนและการผลิตภายในประเทศไทย ไม่ใช่การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว
2. เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Regional and Global EV Hub) ต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมของประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคและของโลก
3. ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) ส่งเสริมห่วงโซ่การผลิตในประเทศ สร้างงานให้คนไทย และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
แนวทางดังกล่าวมุ่งผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทางการใช้พลังงานทางเลือกในการขับเคลื่อนยานยนต์หลากหลายรูปแบบ (Multi -Pathway) และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ (New Growth Engine) โดยการปรับโครงสร้างภาษีมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับรถยนต์ ที่ผลิตภายในประเทศ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนและผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศจะได้รับประโยชน์ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน และการขยายตัวของกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กรมสรรพสามิต ศึกษามาตรการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านในระยะสั้น เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์อย่างเป็นระบบในอนาคต เพื่อทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีความแข็งแกร่ง และยกระดับฝีมือแรงงานให้รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ประเมินว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐ โดยคาดว่ารายได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวอาจลดลงหากรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมาตรการที่ต้องการให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย มาตรการนี้ยังเป็นการต่อยอดจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV3 และ EV3.5 เพื่อให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศเกิดผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การสร้างตลาดไปจนถึงการสร้างฐานการผลิต การลงทุน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ
รัฐบาลมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการจ้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์แห่งอนาคต และต่อยอดสู่อุตสาหกรรม New Growth Engine ของประเทศอย่างยั่งยืน