“ศุภจี” ผนึกหน่วยงานรัฐ–แพลตฟอร์ม Shopee – TikTok Shop – Lazada ลดค่าธรรมเนียม GP ช่วย SMEs

รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจสำคัญในการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มุ่งสร้างโอกาสในการหารายได้ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และขยายช่องทางการตลาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนา SMEs ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยใช้กลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรลุความร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee TikTok Shop และ Lazada ในการปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือค่า Gross Profit (GP) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าเกณฑ์ โดยกลับไปใช้อัตราที่เรียกเก็บ ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 – 31 พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีผู้ค้ารวมประมาณ 1.2 ล้านราย ซึ่งการได้รับสิทธิจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ ค่า Gross Profit หรือที่เรียกกันว่า ค่า GP เป็นค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งยอดขาย ที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แก่แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ในจำนวนหรืออัตราที่แตกต่างกันไป โดยทางแอปพลิเคชันจะมอบสิทธิประโยชน์ เช่น การลดค่าส่ง ส่งฟรี โค้ดส่วนลด หรือกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ เช่น การเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ โปรโมทร้านบนหน้าแอปฯ กิจกรรมดึงดูดความสนใจลูกค้า
นางศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง เจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันและเติบโตได้ ขณะเดียวกันประชาชนต้องได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมและได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้นอกจากมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีเวลาปรับตัว วางแผนต้นทุน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยจะบูรณาการการทำงานระหว่าง ETDA กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน
นางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องพิจารณาให้ครอบคลุม ทั้งโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน แพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญของการค้าในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากราคา หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ต่างให้ความร่วมมือและยินดีปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ โดยจะลดค่าธรรมเนียมสินค้าทุกหมวดหมู่ยกเว้นหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับรายละเอียด Shopee จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03–19.26% เหลือ 8.03–13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38–21.94% เหลือ 11.24–17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00–17.50% เหลือ 7.50–11.60% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม กรณีบุคคลธรรมดา จะต้องมียอดขาย/รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ที่สำนักงานเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต (กทม.) หากเป็นนิติบุคคล จะต้องมียอดขาย/รายได้ ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือในส่วนกลางที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิตามเงื่อนไข และต้องมีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม จากนั้นแพลตฟอร์มและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะร่วมตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนและคุณสมบัติการเข้าร่วม โดยใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ เมื่อได้รับการยืนยันสิทธิ์ สามารถใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ได้ทันที โดยใช้อัตราใหม่นี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สภาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP และหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงขอบคุณนางศุภจี กขค. หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มที่ร่วมกันหาทางออก การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการค้า ร่วมกันพัฒนากติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมั่นคง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดทำกำไร แต่ขอให้ร่วมแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทั้งผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้ซื้อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน จึงควรร่วมกันสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำหรับปัญหาสินค้าและราคาสินค้า และสายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 สำหรับการสอบถามและขอคำแนะนำด้านการประกอบธุรกิจ

ขณะที่ผู้แทนจาก Shopee TikTok Shop และ Lazada แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเห็นร่วมกันว่าทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และควรร่วมกันพัฒนากติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย Shopee ระบุว่าพร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ Lazada สนับสนุนการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน TikTok Shop ยืนยันพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดให้เติบโตไปด้วยกัน

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar