ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ ทำความรู้จักกับไผ่ในมุมที่ไม่เคยเห็น ผ่านพาวิลเลียนที่นำธรรมชาติมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายในงาน “มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) โดยมีกรอบแนวคิด BCG Model และหลักการ ESG เป็นแนวทางในการสื่อสารเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจ คือการนำวัสดุธรรมชาติอย่าง “ไผ่ซางหม่น หรือ ไผ่นวลราชินี” มาถ่ายทอดศักยภาพในฐานะวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดได้มากกว่าการใช้ประโยชน์แบบดั้งเดิม จากพืชที่พบเห็นได้ในวิถีชีวิตของผู้คน สู่แนวคิดการพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเชื่อมโยงภาคการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดผ่าน พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน ที่ออกแบบให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวของไผ่อย่างเป็นลำดับ ตั้งแต่ต้นทางของการเพาะปลูก การนำเสนอความงดงามของสวนไผ่ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างเกษตรกร นักวิจัย และนักลงทุน เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโอกาสในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต
พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน จากต้นไผ่สู่การออกแบบแห่งอนาคต
พาวิลเลียนแห่งนี้ไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงความสวยงามของอาคารหรือวัสดุธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้เข้าชมมองเห็นเส้นทางการใช้ประโยชน์จากไผ่ในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การเพาะปลูก การสร้างประสบการณ์ผ่านการจัดสวน การเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบ ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการสร้างพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 5 โซนหลัก ซึ่งแต่ละโซนมีแนวคิดและบทบาทที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน
โซนที่ 1 Bamboo Nursery Unfold เปิดโลกการเพาะปลูกและสายพันธุ์ไผ่ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้พาผู้เข้าชมกลับไปทำความรู้จักกับต้นทางของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงการเพาะปลูกและสายพันธุ์ไผ่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของไผ่ในฐานะพืชที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับการใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ไผ่เป็นพืชที่มีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการก่อสร้าง เครื่องใช้ในครัวเรือน งานหัตถกรรม และการใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร การนำไผ่มาศึกษาและพัฒนาต่อยอดจึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า พืชที่คุ้นเคยสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการใช้ประโยชน์แบบเดิม เมื่อมีการวางแผนการเพาะปลูกและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โซนนี้จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเรียนรู้ ตั้งแต่การทำความเข้าใจวัตถุดิบ ไปจนถึงการมองเห็นโอกาสในการนำไผ่ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และวัสดุสำหรับการใช้งานในอนาคต
โซนที่ 2 Bamboo Infinite Garden สวนไผ่กับความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด จากการเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์และการเพาะปลูก ก้าวต่อมาคือการสัมผัสกับสวนไผ่ที่นำเสนอผ่านการออกแบบในรูปแบบภาพลวงตา สร้างประสบการณ์การรับชมที่แตกต่าง พร้อมสื่อถึงแนวคิดเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากไผ่ที่สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง การออกแบบสวนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความร่มรื่นหรือความสวยงามให้แก่พื้นที่ แต่ยังเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพของวัสดุธรรมชาติ ไผ่สามารถถูกนำมาพิจารณาในมิติของการออกแบบพื้นที่ การสร้างบรรยากาศ ตลอดจนการพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานอุตสาหกรรมและงานสถาปัตยกรรม ชื่อ “Bamboo Infinite Garden” จึงสะท้อนแนวคิดการเปิดมุมมองใหม่ต่อไผ่ จากพืชธรรมชาติที่ผู้คนคุ้นเคย สู่ทรัพยากรที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย และเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบในโซนถัดไป
โซนที่ 3 Original to Design Resilience เปลี่ยนวัสดุธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เมื่อเห็นศักยภาพของไผ่ในฐานะวัตถุดิบแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำมาพัฒนาและแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ผสานคุณสมบัติและเอกลักษณ์ของวัสดุธรรมชาติเข้ากับแนวคิดร่วมสมัย โซนนี้นำเสนอผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปไผ่ที่มีรูปแบบการออกแบบทันสมัย สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการนำวัตถุดิบจากภาคการเกษตรมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและตลาดที่หลากหลาย โดยการออกแบบเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มคุณค่าให้กับวัสดุ และเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์จากไผ่สามารถก้าวสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากต้นไผ่ที่เริ่มต้นในแปลงเพาะปลูก สู่สวนที่สร้างประสบการณ์ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการออกแบบ โซนนี้จึงช่วยให้เห็นเส้นทางของการสร้างมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โซนที่ 4 Transformation of Isan Tieng Na สถาปัตยกรรมอีสานผสานนวัตกรรมวัสดุ อีกหนึ่งจุดที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่ คือการนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอีสานอย่าง “เถียงนา” มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพื้นที่จัดแสดง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตของผู้คน วัสดุธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม เถียงนาเป็นภาพแทนของวิถีชีวิตชนบทอีสานที่เชื่อมโยงกับการทำเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น การนำรูปแบบดังกล่าวมาต่อยอดจึงช่วยสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดมุมมองถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติกับงานสถาปัตยกรรม ตามแนวคิดการจัดแสดงที่ระบุไว้ โซนนี้นำเสนอเทคโนโลยีวัสดุแปรรูปสมัยใหม่ เช่น GLULAM และ CLT จากไม้ไผ่ เพื่อแสดงแนวทางการพัฒนาวัสดุสำหรับงานก่อสร้างและการออกแบบอาคาร โดยมุ่งเชื่อมโยงคุณค่าของวัสดุธรรมชาติเข้ากับความต้องการใช้งานในยุคปัจจุบัน การนำเสนอในโซนนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของรูปแบบอาคาร แต่ยังชวนให้ผู้เข้าชมมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม เทคโนโลยีวัสดุ และการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
โซนที่ 5 Bamboo So (Dialogue) Ground พื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้และโอกาสทางเศรษฐกิจ หลังจากเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทางของการเพาะปลูก ไปจนถึงการออกแบบและประยุกต์ใช้วัสดุไผ่ในงานสถาปัตยกรรมแล้ว โซนสุดท้ายทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง Bamboo So (Dialogue) Ground ออกแบบเป็นพื้นที่รูปทรงดอกบัว เพื่อรองรับกิจกรรมเสวนาและการพูดคุยระหว่างเกษตรกร นักวิจัย และนักลงทุน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเพาะปลูกการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และโอกาสในการนำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ พื้นที่ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงความรู้จากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนากระบวนการแปรรูป นักออกแบบ ไปจนถึงผู้ประกอบการและผู้ใช้ประโยชน์ปลายทาง การมีพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จึงช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเปิดโอกาสให้แนวคิดการพัฒนาไผ่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต
นอกเหนือจากการใช้ไผ่ในงานออกแบบและสถาปัตยกรรมแล้ว แนวคิดการจัดแสดงยังกล่าวถึงการนำไผ่ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เพื่อสะท้อนศักยภาพของวัสดุธรรมชาติที่สามารถต่อยอดได้หลากหลายหนึ่งในแนวทางที่นำเสนอคือ ถ่านชีวภาพ (Biochar) จากไผ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากชีวมวล โดยแนวคิดการจัดแสดงกล่าวถึงการนำมาใช้ปรับปรุงดินและน้ำ อีกทั้งยังมีการกล่าวถึง Bamboo Bio-plastic หรือการพัฒนาวัสดุที่ใช้ส่วนประกอบจากไผ่ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการค้นหาแนวทางเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและพัฒนาวัสดุทางเลือก แนวคิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์หลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำวัตถุดิบไปใช้ในงานก่อสร้าง การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการศึกษาแนวทางใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุแต่ละประเภทจำเป็นต้องพิจารณาจากกระบวนการผลิต คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และผลการทดสอบที่เกี่ยวข้อง อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Legacy Plan หรือแผนการใช้ประโยชน์หลังจบงาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการวางแผนว่าพื้นที่และองค์ประกอบต่างๆ ของพาวิลเลียนจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างไร แทนที่จะสิ้นสุดการใช้งานพร้อมกับการจบกิจกรรม เช่น การเก็บรักษาพื้นที่สวนไว้เป็นสวนสาธารณะ การรื้อถอนและนำชิ้นส่วนไปจัดแสดงในรูปแบบ Installation Art ภายในกิจกรรมอื่น หรือการบริจาควัสดุและอาคารให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อ การวางแผนในลักษณะนี้ช่วยขยายมุมมองของการจัดงานจากการสร้างพื้นที่เพื่อจัดแสดงในช่วงเวลาหนึ่ง ไปสู่การพิจารณาคุณค่าของวัสดุ พื้นที่ และองค์ประกอบต่างๆ ในระยะยาว สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดการสูญเปล่าจากการดำเนินงาน เมื่อเชื่อมโยงกับกรอบแนวคิด BCG Model และ ESG พาวิลเลียนแห่งนี้จึงสามารถใช้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการบรรลุเป้าหมายด้านการลดคาร์บอนหรือ Net Zero จำเป็นต้องมีข้อมูลการประเมินผลรองรับอย่างเหมาะสม
พาวิลเลียนนวัตกรรมยั่งยืน จึงเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดแสดงที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดการพัฒนาสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ผ่านเรื่องราวของไผ่ ตั้งแต่การเพาะปลูก การจัดสวน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการวางแผนใช้ประโยชน์หลังจบงาน ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสการจัดแสดงด้านพืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ และแนวคิดนวัตกรรมการเกษตรในงาน “มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 1พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ร่วมเปิดมุมมองใหม่ต่อทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้การต่อยอดภูมิปัญญาสู่แนวคิดร่วมสมัย และสัมผัสประสบการณ์พืชสวนระดับนานาชาติได้ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569