ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” โดยมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม โดยตลอดช่วงการประชุมที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัวกรอบนโยบาย “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งเป็นการริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะอนุกรรมการ “Connect the Dots” มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ ให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ครอบคลุม 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง และเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ซึ่งหลังจากนี้จะผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ มีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากการหลอกโอนเงินและการฉ้อโกงทางดิจิทัลดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้บริการธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ และการค้าดิจิทัลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จะทำให้มีกรอบกลางสำหรับประสานงานกับต่างประเทศ ลดช่องว่างในการรับมืออาชญากรรมข้ามพรมแดน และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
2. การแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง AI กับอนาคตการจ้างงาน โดยเวทีของธนาคารโลก “Small AI: More and Better Jobs” ให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มผลิตภาพ มุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับงานที่มีอยู่ สร้างงานใหม่ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All มุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ เช่น AI “นกกระซิบ” All in AI มุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการ SkillBridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และ Startups และ AI for All มุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จะทำให้แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน วางแผนสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสยกระดับผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง
3. แนวคิด “Trusted Connector” การชูบทบาทประเทศไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นว่าประเทศไทยต้องไม่มุ่งเพียงดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการจ้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมุ่งสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ และไทยยังเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
ประโยชน์ที่ประชาชนและแรงงานจะได้รับ มีโอกาสได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะที่ SMEs และผู้ผลิตไทย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เพิ่มตลาด ช่องทางจำหน่ายสินค้า และแหล่งเงินทุน
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งลงทุนเพียงกลุ่มเดียว
4. การต่อยอดความร่วมมือการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) เสริมความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาการเงินอิสลาม โดยจากการหารือกับกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) เกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) โครงสร้างพื้นฐาน SMEs การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล และการเงินอิสลาม รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านตราสารศุกูก (Sukuk คือ ตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม) และการพัฒนาศักยภาพของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ได้รับ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการฮาลาล โดยผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความต้องการสินค้าฮาลาลและบริการที่สอดคล้องกับหลักการเงินอิสลาม
ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคธุรกิจ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศและสถาบันการเงินในเครือข่าย IsDB
5. ไทย-ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) แลกเปลี่ยนสัญญาเงินกู้โครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข) มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประชุม Finance in Common Summit 2027 ณ กรุงเทพมหานคร และการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้รับการดูแลและลดผลกระทบจากน้ำท่วม และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
6. ผลักดันการลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ กรอบวงเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม ใช้กลไกบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ให้บริษัทลงทุนปรับปรุงระบบพลังงานก่อน แล้วหน่วยงานที่เข้าร่วมทยอยชำระค่าบริการในระยะยาว พื้นที่นำร่องประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครอบคลุมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา การปรับปรุงระบบไฟฟ้าในโรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต และไฟส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ลงนามความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เพื่อจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย (Thailand Just Transition Roadmap) โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนระยะแรก 20 ล้านบาท เพื่อศึกษามาตรการและกลไกทางการเงินช่วยให้ SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชนปรับตัวต่อเทคโนโลยีสะอาดและมาตรฐานเศรษฐกิจใหม่ และโครงการ I-SPARK เพื่อศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสานและพัฒนาคาร์บอนเครดิต นำร่องอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในจังหวัดระยอง
ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ให้บริการสาธารณะมีโอกาสลดค่าไฟฟ้า ทำให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการจัดบริการที่จำเป็นมากขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบประหยัดพลังงาน การบำรุงรักษา และบริการด้านคาร์บอนแก่ภาคเอกชนและแรงงาน
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ สามารถลดการใช้พลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา เพื่อยืนยันว่าการประหยัดพลังงานคุ้มค่ากับค่าบริการที่ต้องชำระจริง