นายกฯ สั่งรับมือฝนตกหนัก ใช้ Nowcast ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง “กรมชลประทาน” ระดมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำตลอด 24 ชม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกในหลายพื้นที่ ให้ทุกหน่วยงานร่วมวางแผนการระบายน้ำ ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ โดยบูรณาการข้อมูลคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูล Nowcast มาประกอบการประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ ปรับการแจ้งเตือนให้กระชับ และคาดการณ์ล่วงหน้าแบบระยะสั้น 6–12 ชั่วโมง เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำและใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด พื้นที่ที่ประเมินแล้วว่าจะมีน้ำท่วมสูง ขอให้เตรียมการอพยพล่วงหน้า โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความเสี่ยงและแนวทางการรับมือที่ถูกต้อง
สำหรับลุ่มน้ำบางปะกงในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเร่งระบายน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกงโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ขอให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและบุคลากรอย่างเต็มที่ หากหน่วยงานใดต้องการรับการสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติม ขอให้แจ้งมาที่ส่วนกลางด่วน เพื่อให้รัฐบาล กองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนการปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงที โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้การบริหารจัดการสาธารณภัยและรับมือกับสถานการณ์ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น พื้นที่ที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ขอให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าฝนจะตกหนัก เตรียมหน่วยปฏิบัติการให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน เร่งจัดทำทางระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางไม่ให้มีผลกระทบต่อแนวการไหลของน้ำ รวมถึงพื้นที่ที่มีสัตว์ตายจากน้ำท่วม ให้เร่งจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลและวิชาการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ให้สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมแก่ประชาชน และเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้แต่ละจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและประเมินสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยงและจุดเฝ้าระวัง โดยใช้ข้อมูลพื้นที่ประสบภัยเดิม พื้นที่ลุ่มต่ำ เส้นทางคมนาคม และพื้นที่สำคัญที่อาจได้รับผลกระทบ ตรวจสอบและปรับปรุงระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและทรัพยากร จัดทำแผนสนับสนุนและบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการช่วยเหลือระหว่างกันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือส่งต่อปัญหาระหว่างพื้นที่ ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิง เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชน ให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ กำกับติดตามและรายงานผลการเตรียมความพร้อม รวมถึงปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด และความต้องการรับการสนับสนุนมายังส่วนกลางผ่านกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อภาครัฐอย่างเป็นทางการ และจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติตามภารกิจของหน่วยงาน เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการเร่งระดมทุกสรรพกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบกับประชาชน โดยสำนักเครื่องจักรกล และสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ รวมถึงเร่งกำจัดผักตบชวา สิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อผลักดันน้ำที่ท่วมขังในทุกพื้นที่เสี่ยงควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม 2569 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเร่งระบายน้ำและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดฝนตกหนัก โดยกรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือ เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที หากประชาชนประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำท่วมขัง คันกั้นน้ำชำรุด ประตูระบายน้ำขัดข้อง หรือเหตุฉุกเฉินด้านน้ำ สามารถแจ้งเหตุได้ที่ โทร. 02-583-3495 หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมชลประทาน เพื่อประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ให้จังหวัดที่ประสบภัย รวมถึงกรุงเทพมหานคร เร่งสำรวจครัวเรือนผู้ประสบภัยที่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา ตรวจสอบหลักเกณฑ์และเร่งนำส่งรายชื่อมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์และนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1) เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยในส่วนของจังหวัดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วน กทม. เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกอบด้วย ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ หลังละไม่เกิน 88,600 บาท ค่าเช่าที่พักอาศัยไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท ค่าช่วยเหลือกรณีได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป จำนวน 5,000 บาท กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ จำนวน 16,600 บาท และค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 35,700 บาทประชาชนยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
2) เงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันมีพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์การได้รับความช่วยเหลือ รวม 66 จังหวัด โดยเป็นการช่วยเหลือในอัตรา 9,000 บาท และ 5,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท กรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีบ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท สำหรับอาคารหรือตึกสูง แม้ตัวอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้อมพื้นที่จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
ประชาชนแจ้งความเสียหายหรือผลกระทบจากภัยพิบัติได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และการยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ปภ. ได้รับข้อมูลจากจังหวัดและดำเนินการตรวจสอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8,219 ครัวเรือน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สระแก้ว ตาก จันทบุรี และแม่ฮ่องสอน คิดเป็นวงเงินรวม 68,003,000 บาท โดยธนาคารออมสินดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยในวันที่ 8 ตุลาคม 2569
3) โครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติภาครัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมการคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย ชีวิต และร่างกาย ปัจจุบันมีการอนุมัติจ่ายสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว 1 ราย และโอนเงินเข้าบัญชีของทายาท 2 ล้านบาทตามหลักเกณฑ์ นับเป็นรายแรกที่ได้รับการจ่ายสินไหมทดแทน ขณะที่กรณีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ระหว่างบริษัทประกันภัยตรวจสอบเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายสินไหมทดแทน
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันผู้มีสิทธิ เพื่อให้สามารถส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้โดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตรงตามหลักเกณฑ์ และสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ประสบภัยที่อยู่ในกลุ่มการจ่ายเงินเยียวยา ครัวเรือนละ 9,000 บาท ขอให้ตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งธนาคารออมสินจะเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชี

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag