จากการที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านที่ผ่านมา พบปัญหาสำคัญคือระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศยังมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชน รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการสร้างมาตรฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เพื่อให้มีข้อมูลกับประชาชนได้ครบถ้วน รอบด้านว่าน้ำจะท่วมจุดไหน สูงเท่าใด และจะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน” ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจน คือ
– กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย
– สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง
– สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ควบคุมธรรมาภิบาลข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ โดย BDI ได้จัดเตรียมข้อมูลจากชุดข้อมูลภัยพิบัติ 118 ชุดจาก 52 หน่วยงาน ประกอบด้วย ข้อมูลการเฝ้าระวัง ข้อมูลระหว่างเกิดสถานการณ์เพื่อการดูแลประชาชน (ข้อมูลด้านสุขภาพ) และข้อมูลการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดสถานการณ์ พร้อมกับบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนกว่า 50 คน เพื่อทำการเรียบเรียงข้อมูลในแต่ละระดับชั้นข้อมูล (Data Layer) ให้กับผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่สมบูรณ์ เข้าใจง่ายให้กับฝ่ายปฏิบัติงาน
ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านภัยพิบัติ สภาพอากาศที่มีอยู่ในทุกหน่วยงาน มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปสู่ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเชิงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลด้านภัยพิบัตินั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้กำลังคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง ให้ความช่วยเหลือประชาชน และรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานจะบูรณาการข้อมูล รวบรวมข้อมูล พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูล และแปลงผลข้อมูลในรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจง่าย สามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยพิบัติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าการจัดทำแผนที่ One Map น้ำ จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันในช่วงวันที่ 17 – 20 กันยายน 2569 โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะได้รับผลกระทบในวันที่ 18 กันยายน 2569 ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง มีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17 – 20 กันยายน นี้
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ช่วงนี้มีฝนตกชุกบางพื้นที่และตกแช่ในช่วงกลางดึก ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำนายอำเภอในแต่ละพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์และยืนยันข้อมูลโดยเร็ว เพื่อส่งข้อความ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง พื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง ในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด และประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือ โดยขอให้ประชาชน “ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท” และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก