“นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ติดตามการฟื้นฟูคลองระบายน้ำ ร.1 และระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2568 โดยรัฐบาลเร่งแก้ไขจุดคอขวด ขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับคลอง ร.1 กรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลองด้วย Sheet Pile ประมาณ 5,000 แผ่น ตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร และขุดลอกคลองสายสำคัญ ซึ่งโครงการซ่อมแซมคลอง ร.1 มีวงเงิน 400 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้รวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 821 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะยาวจะพัฒนาคลองผันน้ำเส้นใหม่ความยาว 53 กิโลเมตร รองรับการระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงนำระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมด้วย Machine Learning มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงให้พร้อม ลดขั้นตอนการช่วยเหลือและเยียวยา เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องไม่ใช่เพียงการรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคใต้ ภายใต้แนวคิด “Green Transport” มุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากทั้ง 2 โครงการไม่ใช่เพียงการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมการเดินทาง แต่เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่จะช่วยลดระยะทางและเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรและขนส่งสินค้า เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลันตาที่ปัจจุบันยังพึ่งพาการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ โดยสะพานทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและเกาะลันตา กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้
รัฐบาลย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะต้องไม่แลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดีและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จึงกำหนดให้การก่อสร้างดำเนินภายใต้มาตรฐานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาการคมนาคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว สามารถเติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นและแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยนำปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่มาพิจารณาใน 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่มาตรการเร่งด่วนจนถึงการวางรากฐานระยะยาว
- ด้านเศรษฐกิจ มีข้อเสนอให้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังอุทกภัย เชื่อมโยงเส้นทางสตูล–เปอร์ลิส ลดต้นทุนภาคเกษตรและประมง พัฒนาตลาดกลางและระบบห้องเย็น ขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี พัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ One Stop Service และแก้ไขข้อจำกัดด้านการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา
- ด้านสังคม มุ่งแก้ปัญหายาเสพติดและสุขภาพจิต พัฒนาศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร ผลักดันโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 สู่ศูนย์กลางการแพทย์ หรือ Med Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาด ดูแลแรงงานไทยในมาเลเซีย ผู้สูงอายุ เด็กนอกระบบ และครัวเรือนยากจน รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ด้านความมั่นคง มีข้อเสนอพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จ.ปัตตานี เป็น Smart Checkpoint ใช้ระบบ CCTV, X-Ray และ Biometrics เชื่อมกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ให้ชุดคุ้มครองตำบล การสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชน และการบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันปัญหาความไม่สงบอย่างเป็นระบบ
- ด้านภัยพิบัติ เสนอเร่งแก้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำ เครื่องจักรและกำลังบุคลากร ระบบแจ้งเตือนภัย และความล่าช้าในการเยียวยา พร้อมผลักดันงบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำหาดใหญ่และควนลัง เร่งซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากภัยพิบัติ 45 โครงการ และสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดปัตตานี
อีกทั้งได้รับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยย้ำว่า หากสร้างสันติสุขและความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน จะเปิดโอกาสให้พื้นที่พัฒนาได้เต็มศักยภาพ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง พร้อมเน้นว่า ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมสามารถเป็นพลังของชุมชนได้ โดยการสร้างสันติสุขต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ภายใต้หลัก “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ” เพื่อให้การรับฟังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง กำชับว่า เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ให้เร่งทำทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานให้บูรณาการการทำงานเพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัด โดยข้อสรุปทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อผลักดันเป็นโครงการ มาตรการ และงบประมาณที่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม  

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ พื้นที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของจุดผ่านแดน ตลอดจนหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อสนับสนุนการค้า การเชื่อมโยง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนไทย – มาเลเซีย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเน้นโครงการ “ธนาคารปูม้า” “โดมปะการัง” และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน โดยทางกระทรวง อว. เตรียมต่อยอดโครงการธนาคารปูม้าด้วยเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อวิเคราะห์สภาพน้ำและอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยปูม้าและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเชื่อมโยงอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ตอัป เพื่อพัฒนาการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ รวมทั้งผลักดันภาคใต้เป็น “Living Lab” ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Nature Positive ปัจจุบันโครงการ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ขยายธนาคารปูม้าแล้ว 565 แห่ง ครอบคลุม 20 จังหวัดชายฝั่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 52 แห่ง ขณะที่นวัตกรรม“โดมปะการัง” ช่วยลดพลังงานคลื่น ฟื้นฟูชายฝั่งและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ พบสัตว์น้ำแล้ว 64 ชนิด ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 2.99 ไร่ และอยู่ระหว่างจัดวางโดมปะการังเพิ่มเติมอีก 797 แท่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และชุมชน ยังช่วยขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากร การสร้างอาชีพและรายได้ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวม 112 แห่ง ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักวิจัยผลงานเด่น 24 ผลงาน และมอบตราสัญลักษณ์ “Local Growth Engine” แก่ธนาคารปูม้า 28 แห่งใน 6 จังหวัดภาคใต้ สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากร สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งอย่างยั่งยืน


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag