นายกฯ ยกระดับการดูแลประชาชนประกันภัยพิบัติ น้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว 30 ล้านครัวเรือน 1 ต.ค. 69 – 1 ต.ค. 70

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม หลังหลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง น้ำหลาก ขณะที่มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนยังคงเคลื่อนตัวลงสู่ภาคกลางและพื้นที่ปลายน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์ล่าสุด ทั้งระดับน้ำ พื้นที่ได้รับผลกระทบ การอพยพประชาชน การบริหารจัดการน้ำ และผลการให้ความช่วยเหลือ เพื่อนำข้อมูลมาประเมินและปรับแผนปฏิบัติงาน พร้อมอุดช่องว่างในการทำงานให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยกำชับทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การแจ้งเตือนล่วงหน้า การดูแลกลุ่มเปราะบาง การบริหารศูนย์พักพิง การฟื้นฟูพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง การจัดการขยะ น้ำเสีย และสุขอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ นายกรัฐมนตรีกำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่           
1. จัดลำดับการช่วยเหลือตามระดับความเดือดร้อน โดยเร่งเข้าถึงพื้นที่ถูกตัดขาด พื้นที่ที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และพื้นที่ที่ประชาชนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน
2. จัด “ทีมปฏิบัติการที่เข้าถึงประชาชน” โดยเฉพาะชุมชนที่เข้าถึงยาก พร้อมเรือ รถยกสูง รถทหาร และระบบนำส่งอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น 
3. ใช้หลัก “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งข้อมูล” ให้หน่วยงานทุกแห่งใช้ข้อมูลระดับน้ำและการระบายน้ำชุดเดียวกันในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อลดความสับสนและความคลาดเคลื่อน 
4. เตรียมรับฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 4–5 ตุลาคม 2569 ให้จังหวัดที่ยังมีพื้นที่น้ำท่วมประเมินศักยภาพในการรองรับน้ำเพิ่มเติมและเตรียมมาตรการล่วงหน้า 
5. จัดทำบัญชีกำลังพลและเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือ รถกู้ภัย และเครื่องจักรต่าง ๆ ให้พร้อมเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดได้ทันที โดยกำหนดจังหวัดต้นทางและพื้นที่ปลายทางให้ชัดเจน

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้เร่งแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยตามแนวแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เพื่อให้มีเวลาเตรียมอพยพ ยกสิ่งของขึ้นที่สูง และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหรือยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยให้จังหวัดในแนวทางผ่านของน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร และราชบุรี เตรียมความพร้อมในระดับสูงสุด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอปฏิบัติงานในพื้นที่และพร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการรับมือและฟื้นฟูสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐบาลยังเดินหน้าสร้างหลักประกันรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้ Kick off “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายฝ่ายปกครองทั่วประเทศ พร้อมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ปภ. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยมีความสำคัญ ดังนี้
1. เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน เพื่อสร้างหลักประกันรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือภายหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงและเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
2. กรมธรรม์ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 และมีการต่อประกันภัยทุกปี ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
3. คุ้มครองที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท กรณีวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีแผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท
4. กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน พร้อมความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ 2,000,000 บาทต่อคน
5. เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่กำหนด สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทน เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหาย สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อีกทั้งยังเป็นการนำระบบประกันภัยและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ
6. นายกรัฐมนตรีกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียด และนำไปชี้แจงประชาชนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยต้องประชาสัมพันธ์สิทธิ วงเงิน และเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงสิทธิและประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังได้เปิดระบบลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่มีที่อยู่อาศัยประจำได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในช่วงวันที่ 15 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 ครอบคลุม 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป หรือยื่นคำร้องด้วยตนเองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยการให้ความช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีครอบคลุม 4 กรณี ได้แก่
1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
3. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำล้อมรอบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
4. ที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในอาคารสูง แม้น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่พักอาศัย แต่สถานการณ์น้ำส่งผลให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
ทั้งนี้ ผู้ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศ เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ครอบคลุมทั้งบ้านที่มีทะเบียนบ้าน บ้านเช่า ซึ่งผู้เช่าเป็นผู้รับเงินช่วยเหลือ และที่อยู่อาศัยประจำอื่น ๆ แม้ไม่มีทะเบียนบ้าน โดยพื้นที่ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ครอบคลุม 65 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ตรัง ตราด นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ นนทบุรี น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อ่างทอง อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอุบลราชธานี รวมถึงกรุงเทพมหานคร
สำหรับการลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องได้ 2 ช่องทางคือ
1. ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และสามารถติดตามสถานะการดำเนินการได้แบบเรียลไทม์
2. ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าวสะท้อนการดูแลผู้ประสบภัยตั้งแต่ การป้องกันและรับมือสถานการณ์ การช่วยเหลือระหว่างเกิดภัย การเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด การสร้างหลักประกันรองรับความเสียหาย ตลอดจนการเปิดช่องทางให้ผู้ประสบอุทกภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือของภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำรงชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
Tag