นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี (Organization for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity” ระหว่างวันที่ 3 – 4 มิถุนายน 2569 ตามคำเชิญของนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD และนาย Petteri Orpo นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ ในฐานะที่ฟินแลนด์เป็นประธานการประชุม MCM ประจำปี 2569 โดยนายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) ภายใต้หัวข้อ “Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy” โดยเน้นย้ำว่า แม้นโยบายอุตสาหกรรมยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นโยบายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับจากการมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรายสาขา ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องด้วยห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น ในโอกาสนี้ยังได้ย้ำถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571 เพื่อยกระดับและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของไทย โดยจะช่วยให้ไทยนำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากลมาปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบาย เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่างๆ และไทยยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงนโยบายกับ OECD ซึ่งจะมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง OECD กับประเทศกำลังพัฒนาได้ อีกทั้งยังได้หารือกับนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) จากคณะกรรมการ OECD 25 คณะ พร้อมทั้งขอบคุณ OECD ที่ให้การสนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่อง และยินดีต้อนรับเลขาธิการ OECD สำหรับการเยือนไทยในช่วงปลายปีนี้ การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญของไทย ขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไปและหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานของไทยใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพภาครัฐให้สอดคล้องกับสากล 2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิก OECD ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ 3. การสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การคุ้มครองแรงงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของไทยเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หารือกับนาง Julie Le Saos ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสสำหรับภูมิภาคอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย นายโฮริอิ อิวาโอะ (H.E. Mr. Horii Iwao) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นางสาวเววิสลาวา เปโตรวา ชาโมวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทางการค้าและภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
OECD คืออะไร ทำไมประเทศไทยจึงตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ในปี 2571
OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2504 แรกเริ่มประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 20 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการประสานงานด้านนโยบายและเสรีภาพทางเศรษฐกิจในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว OECD โดยพัฒนาจาก OEEC (Organization for European Economic Co-operation) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2491 เพื่อบริหารเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ภายใต้แผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) เพื่อบูรณะฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่
กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ OECD มีทั้งหมด 38 ประเทศทั่วโลก โดย OECD มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย
1. ด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระดับโลก
2. ด้านการศึกษา ทุนมนุษย์ และนวัตกรรม ส่งเสริมการศึกษาและทักษะตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพคนให้พร้อมรับโลกอนาคต
3. ด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบราชการและภาครัฐ
4. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม (Climate Change) ส่งเสริมนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อม และรับมือกับปัญหาโลกร้อน เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และการรีไซเคิล
จุดเริ่มต้นการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 คณะมนตรี OECD (OECD Council) ซึ่งประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (accession discussion) กับประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะมีบทบาทในเวทีโลกและยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ ประเทศไทยได้ยื่นต้นฉบับหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เมื่อเดือนเมษายน 2567 และได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือวาระพิเศษกับคณะมนตรี OECD ซึ่งไทยได้นำเสนอจุดแข็งของประเทศและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกันจากการเข้าเป็นสมาชิกของไทย นับเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งต่อมาคณะมนตรี OECD ได้มีมติเอกฉันท์เปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกกับประเทศไทย จึงทำให้ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นให้กับ นาย ฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Deputy Secretary-General) ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) บันทึกข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้คือการประเมินตนเองขั้นต้นของประเทศไทยถึงความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยต่อมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการยื่นครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการประเมินทางเทคนิคภายใต้กระบวนการการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ตามที่กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย (Thailand’s Accession Roadmap) ซึ่งได้รับการลงมติจากประเทศสมาชิก 38 ประเทศของ OECD ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 จากนั้นคณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้ง 25 คณะ ซึ่งครอบคลุมนโยบายในหลายๆ ด้าน เช่น สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ตลาดการเงินและการพัฒนาระดับภูมิภาค จึงได้เริ่มประเมินเชิงลึกถึงสถานะของประเทศไทย และตลอดกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และประเทศไทยจะเจรจากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย นโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีของ OECD เมื่อกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ นายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ ได้กล่าวว่า “กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD คือเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการพัฒนาแผนงานการปฏิรูปได้อย่างครอบคลุม และเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงเพื่อการเจริญเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งหน้าเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 กระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยประเทศไทยจะเข้าถึงเครือข่ายด้านนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ในขณะเดียวกัน OECD จะได้รับประโยชน์จากประเทศไทย จากข้อมูลเฉพาะและแนวคิดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาทำงานในองค์การ
ประโยชน์ของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ การที่ทำให้โลกเห็นว่า “ไทยพร้อมจะพัฒนาแบบยั่งยืนและมีมาตรฐาน” สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ได้แก่
1. การเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ
2. เศรษฐกิจดีขึ้น และรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น จะทำให้ GDP เติบโตถึง 1.6% เพราะสามารถเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก้าวข้ามกับดักการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
3. คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น มาตรฐานการศึกษาเข้าใกล้ระดับโลก เช่น ผล PISA ดีขึ้น
4. รัฐบาลและระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้และส่งเสริมธรรมาภิบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
5. สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลมากขึ้น ส่งเสริมนโยบายสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้พลังงานสะอาด