<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารประชาสัมพันธ์ทั่วไป]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/index/id/9</link>
<atom:link href="https://secretary.prd.go.th/th/content/category/index/id/9" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน “นครหลวงล้านนา” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/523850</link>
<guid isPermaLink="false">a01990a9b94ac2754f836ac2277c8e44</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคารพสิทธิอันติดตัวมาแต่กำเนิด บนความหลากหลายในชาติกำเนิด ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือวัฒนธรรม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีสิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองอย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกับบุคคลอื่น โดยเน้นการผลักดันใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเสมอภาค เพื่อขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย โดยได้รับฟังข้อเสนอจากพี่น้องเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม 2) การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลบมายาคติและอคติทางสังคม 3) การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ 4) การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม 5) การผลักดันวิถี &ldquo;ไร่หมุนเวียน&rdquo; สู่การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ และ 6) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก<br />
การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยจะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้น จะดำเนินการเลือกตัวแทนสมาชิกสภาและสรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะส่งผลให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครบองค์ประกอบ และพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ<br />
สำหรับข้อเสนอจากพื้นที่จริงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นโจทย์สำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) และกระทรวงวัฒนธรรมจะใช้แผนแม่บทนี้เป็นเครื่องมือบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับสังคมไทย เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่าจุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักประกันและแก้ไขปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>

<p>นอกจากนี้ นางสาวซาบีดา ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; (Monuments, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) และตรวจเยี่ยมพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อาทิ ประตูท่าแพ ประตูช้างเผือก ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนดอก แจ่งศรีภูมิ แจ่งหัวลิน แจ่งก๊ะต๊ำ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และวัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค (Technical Evaluation Mission) ของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ระหว่างวันที่ 3 &ndash; 8 สิงหาคม 2569 โดยการประเมินดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ขณะนี้การเสนอชื่อแหล่ง &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และประเทศไทยได้ยื่นเอกสารเสนอชื่อ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประเมินโดยองค์กร ที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญประจำปี 2570 ราวช่วงเดือนมิถุนายน &ndash; กรกฎาคม 2570<br />
ทั้งนี้ แหล่งมรดกดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ก่อนที่จังหวัดเชียงใหม่จะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดทำเอกสารเสนอชื่อ และผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ จนนำไปสู่การยื่นเอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ สำหรับการเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ได้เสนอ คุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value : OUV) ตามเกณฑ์มรดกโลก 2 ประการ ได้แก่ เกณฑ์ข้อ (ii) พัฒนาการเมืองเชียงใหม่ที่แสดงถึงการรับส่งอิทธิพลทางพุทธศาสนากับอาณาจักรอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อ (iii) เมืองเชียงใหม่และสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเป็นตัวแทนอารยธรรมล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20<br />
สำหรับพื้นที่ที่เสนอขึ้นทะเบียนประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่<br />
1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง ประกอบด้วย กำแพงเมือง จำนวน 5 ประตู ได้แก่ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูสวนดอก แจ่งเมือง จำนวน 4 แจ่ง ได้แก่ แจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต๊ำ แจ่งกู่เฮือง และแจ่งหัวลิน พร้อมโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ และวัดสวนดอก<br />
2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ<br />
3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด</p>

<p>นางสาวซาบีดา กล่าวเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ขอขึ้นทะเบียนทั้งหมดนี้ สะท้อนพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปกรรม ผังเมือง และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาได้อย่างโดดเด่น การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/">ขับเคลื่อน</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/">นครหลวงล้านนา</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9e-%e0%b8%a3-%e0%b8%9a-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%af/">พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/">มรดกโลก</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/202607203ac4df8a5eefe715fb10ac13cf2782fd140233.jpg' type='image/jpg' length='287175' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย “Thailand FastPass” เบ็ดเสร็จจุดเดียว สร้างความมั่นใจนักลงทุน]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/523847</link>
<guid isPermaLink="false">10b0e1aca00e436607bd8dfe72e4bd8a</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชน ที่ติดตามรายงานภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าพอใจความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจและพอใจที่ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมจะขยายการลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะในสาขา R &amp; D เพื่อตอบรับนโยบายและข้อเสนอแนะในการพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย โดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำจีน&nbsp; 4 แห่งยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย โดยมูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่า จะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ซึ่งสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้ง นโยบาย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; ของ BOI ยังเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนสามารถเดินเข้ามาที่จุดเดียวเพื่อรับบริการ ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็วขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะมีความสะดวกและโปร่งใส ลดการติดต่อหลายหน่วยงาน ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei และหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย โดยรัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยี ต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง การสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก</p>

<p>ด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และเชื่อมั่นว่าบรรยากาศและศักยภาพของไทยเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่<br />
1. การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน<br />
2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย<br />
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/ai-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%8c/">AI-คลาวด์</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/">นายกรัฐมนตรี</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/">ลงทุน</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260720ba54e11a73cb7e82adbd594274c61903140020.jpg' type='image/jpg' length='190270' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เผย ครึ่งปีแรก ธุรกิจตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522894</link>
<guid isPermaLink="false">da944f645c8030d89e02b6b8a9561242</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,979 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (7,115 ราย) เพิ่มขึ้น 864 ราย คิดเป็น 12.14% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (7,023 ราย) เพิ่มขึ้น 956 ราย คิดเป็น 13.61% ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (14,629 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 602 ล้านบาท คิดเป็น 4.12% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (18,113 ล้านบาท) ลดลง 2,882 ล้านบาท คิดเป็น 15.91% การจัดตั้งใหม่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 44,773 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (43,838 ราย) เพิ่มขึ้น 935 ราย คิดเป็น 2.13% ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (149,140 ล้านบาท) ลดลง 37,939 ล้านบาท คิดเป็น 25.44% เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มีธุรกิจ 3 ประเภทที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย คิดเป็น 56.90% (YoY) ทุนจดทะเบียน 2,123 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย คิดเป็น 15.67% (YoY) ทุนจดทะเบียน 3,446 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย คิดเป็น 83.46% (YoY) ทุนจดทะเบียน 696 ล้านบาท<br />
การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 1,760 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (1,047 ราย) เพิ่มขึ้น 713 ราย คิดเป็น 68.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมิถุนายน 2568 (1,468 ราย) เพิ่มขึ้น 292 ราย คิดเป็น 19.89% ด้านทุน จดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,807 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (65,792 ล้านบาท) ลดลง 58,985 ล้านบาท คิดเป็น 89.65% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมิถุนายน 2568 (10,403 ล้านบาท) ลดลง 3,596 ล้านบาท คิดเป็น 34.57% การจดทะเบียนเลิกช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 7,024 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (6,244 ราย) เพิ่มขึ้น 780 ราย คิดเป็น 12.49% ทุนจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (30,544 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 68,313 ล้านบาท คิดเป็น 224%<br />
***YoY (Year-over-Year) คือการวัดการเติบโต/เปรียบเทียบผลประกอบการในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว<br />
***MoM (Month-over-Month) คือการวัดการเติบโตหรือเปรียบเทียบผลประกอบการกับเดือนก่อนหน้า<br />
จากข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 547,518 ราย ทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 328,850 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,190 ราย ทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.50% 32.74% และ 12.76% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ ขณะที่การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 112 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 82 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ<br />
สำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 138 ราย คิดเป็น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (502 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 489 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท คิดเป็น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (111,506 ล้านบาท)</p>

<p>ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่<br />
1) จีน 110 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท 2) สหรัฐอเมริกา 107 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,043 ล้านบาท 3) ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 44,662 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 194 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 50,475 ล้านบาท</p>

<p>การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 199 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 41 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (158 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท</p>

<p>นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; อย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน โดยโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ผ่านธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส จะขับเคลื่อนผ่านมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลใน 3 ด้าน คือ 1) รัฐช่วยจ่ายค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดถึง 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ประชาชนเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น 2) สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้า ร่วมกับซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดพื้นที่ขายสินค้า ในเครือโลตัส แม็คโคร กว่า 2,000 สาขา และพื้นที่การค้าในตลาดกว่า 100 แห่ง รวมทั่วประเทศกว่า 10,000 จุด พร้อมยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ 6 เดือนแรก และ 3) สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ จากธนาคารกรุงไทย ธนาคาร SME D Bank ธนาคารออมสิน และการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โครงการฯ นี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับทั้งเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์และผู้สนใจลงทุน ช่วยขยายธุรกิจแฟรนไชส์ให้เติบโตขึ้น ลดต้นทุนการลงทุนให้เริ่มต้นได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทำเลค้าขายที่มีศักยภาพ และมีแหล่งเงินทุนรองรับ รวมทั้งยังเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ของธนาคารกรุงไทยที่จะเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์จากนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ช่วยสร้างฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย และสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านอีกทั้งยังรวบรวมแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ให้ผู้สนใจสามารถเลือกลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือผ่าน Line OA : @franchisedbdplus</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">กระทรวงพาณิชย์</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99/">ความเชื่อมั่น</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/">ต่างชาติ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/">นักลงทุน</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/2026071757b41abaa1d92ffc5f7928fc72f04e07100151.jpg' type='image/jpg' length='185564' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” เปิดตัว “ThaiWater โฉมใหม่” ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ “ThaiWater Challenge” สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522890</link>
<guid isPermaLink="false">2bca6fca78c739c4bb778f493149a646</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 09:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว &ldquo;ThaiWater โฉมใหม่ : ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ&rdquo; และการเปิดตัวโครงการ &ldquo;ThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย&rdquo; พร้อมมอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และเครือข่าย อว. ส่วนหน้าทั่วประเทศ นำข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดไปใช้ในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง สื่อสารข้อมูล และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกัน ภายในงานมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย ผู้แทนมหาวิทยาลัย เครือข่าย อว. ส่วนหน้าทั่วประเทศ เข้าร่วม<br />
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว การลดความสูญเสียจากภัยพิบัติจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และการสร้างคนให้มีความพร้อมเท่าทันสถานการณ์ ควบคู่กัน การเปิดตัว ThaiWater โฉมใหม่ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ และหน่วยงาน ภาครัฐ สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน และนำไปใช้ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยได้มอบนโยบายแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และเครือข่ายกระทรวง อว. ส่วนหน้า โดยใช้ ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง สื่อสารข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจและลดความสูญเสียจากภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำและเตรียมแผนรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยได้ร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำ จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดสุโขทัย สั่งการให้จังหวัดดังกล่าวประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมสรุปการปฏิบัติงานร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อรับมืออุทกภัยในระดับความรุนแรงต่างๆ โดยอ้างอิงตามเกณฑ์ปริมาณน้ำที่สถานีเฝ้าระวังปริมาณน้ำท่าของจังหวัด ซึ่งการใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการป้องกัน และเปลี่ยนการป้องกันให้เป็นความปลอดภัยของประชาชน เพราะความมั่นคงของประเทศในอนาคต จะไม่ได้วัดจากการรับมือกับวิกฤตได้ดีเพียงใด แต่จะวัดจากการที่เรารู้เท่าทัน เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียได้ก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้น</p>

<p>ด้าน ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า สสน. ได้พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเชื่อมโยงข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน ThaiWater เวอร์ชันใหม่ ได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดตามข้อมูลผ่านแผนที่ข้อมูลแบบโต้ตอบ (Interactive Map) ที่เลือกแสดงข้อมูลสำคัญได้ในหน้าเดียว ทั้งเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM2.5 ระบบยังรองรับการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อช่วยติดตามแนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ฟีเจอร์การแจ้งเตือนตามตำแหน่งที่ตั้ง (Location-based Alert) และ &ldquo;พื้นที่ของฉัน&rdquo; ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่สนใจแบบเฉพาะบุคคล เพิ่มโอกาสในการเตรียมพร้อมและลดผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ พร้อมด้วยฟีเจอร์การค้นหาข้อมูล การแจ้งเตือน และข้อมูลคาดการณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้ทันทุกสถานการณ์ พร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของแต่ละจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ช่วยสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ThaiWater เวอร์ชันใหม่ เปิดให้ประชาชนใช้งานฟรี ตั้งแต่ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ <a href="https://www.thaiwater.net/">www.thaiwater.net</a>&nbsp; และแอปพลิเคชันบนระบบ iOS และ Android&nbsp;<br />
อีกทั้งยังมีการเปิดตัวโครงการ ThaiWater Challenge สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศทั่วไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สสน. สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อสร้างเครือข่ายนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ให้มีความรู้และทักษะในการใช้ข้อมูลน้ำและสภาพภูมิอากาศ สามารถติดตาม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลผ่านสื่อสร้างสรรค์ ก่อนนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่ชุมชนและสังคม ซึ่งในระยะแรก โครงการจะเปิดรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละประมาณ 50&ndash;100 คน เข้าร่วมกิจกรรมอบรมออนไลน์ในเดือนสิงหาคม 2569 โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. และภาคีเครือข่าย ก่อนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายเยาวชนที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้กับสังคม</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/thaiwater/">ThaiWater</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/">ข้อมูลน้ำแห่งชาติ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a/">ยกระดับ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2/">เครือข่าย</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260717548875331bf1358654acc15ad4f6712a095925.jpg' type='image/jpg' length='223623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ตัดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน 200 หน่วยแรก ลดเหลือ 3 บาท/หน่วย รอบบิล ส.ค.นี้]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522611</link>
<guid isPermaLink="false">56e64ed3a8539254261c6fe383ccd0b3</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 13:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 (ครั้งที่ 176) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม<br />
นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านพลังงาน และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแล Data Center ในประเทศไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องพิจารณาผลกระทบรอบด้าน ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากต่อเนื่อง กฎหมาย ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงมลภาวะทางเสียงจากการดำเนินงาน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส และเกิดความเป็นธรรม ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน ตลอดจนกำหนดแนวทางด้านอัตราค่าไฟฟ้าให้สามารถรองรับการลงทุนใหม่ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และภาระค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ดังนี้<br />
1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป พร้อมย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม<br />
2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ที่ประชุมเห็นชอบนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย (พ.ศ. 2569&ndash;2573) โดยให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย หน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม มีผลในรอบบิลเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งการตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน<br />
3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี<br />
4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป<br />
5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร<br />
6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้ 1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย<br />
3. มอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป<br />
7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง</p>

<p>นายเอกนัฏ ย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ปรับจากหลักการ &ldquo;ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน&rdquo; มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/">ค่าไฟฟ้า</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99/">ประชาชน</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/">สาธารณะ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">โครงสร้าง</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/202607166c3ec2b5e161adc89e47a660745f57e0131843.jpg' type='image/jpg' length='174299' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมประชาสัมพันธ์ชูโมเดลสื่อยุคใหม่บนเวทีนานาชาติ เดินหน้าพัฒนา AI สร้างความเข้าใจอัตลักษณ์เอเชีย]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522378</link>
<guid isPermaLink="false">53b637b86b3a49bff14eacd6bb6f7858</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260715068f4e0f944f5631e5dd3ff9625a6dd6155235.jpg' type='image/jpg' length='100171' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน ป้องกันอาชญากรรม–ความมั่นคง]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522176</link>
<guid isPermaLink="false">089b92d40efeaa4de2475e1ab6e1bebb</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก &ldquo;1 ประเทศ 1 สิทธิ&rdquo; โดยให้ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน<br />
สำหรับมาตรการใหม่ กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย ซึ่งปัจจุบันอนุญาตให้พำนักระยะสั้นได้ไม่เกิน 90 วัน ภายในเวลา 180 วัน และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน<br />
สิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน กำหนดให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ก่อนนำมาทบทวนอีกครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูง<br />
ส่วนการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival กำหนดให้สิทธิแก่ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน<br />
ภายหลังการทบทวนจะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่างๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า&ndash;ออกของชาวต่างชาติ พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและติดตามการใช้สิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์<br />
การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับระบบให้เหมาะสม ชัดเจน และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงของประเทศ และป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/">คณะรัฐมนตรี</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b9%88%e0%b8%b2/">ฟรีวีซ่า</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">มาตรการ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81/">สิทธิพำนัก</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260715702d7d127b0f530cff3b4e7ad8c330e8095950.jpg' type='image/jpg' length='152077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะสูตร “CARE” ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522174</link>
<guid isPermaLink="false">0949a1252b90dfa4f500aee2e0e75c9f</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. &hellip; ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ &ldquo;สูตร CARE&rdquo; (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่<br />
&ndash; การปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป<br />
&ndash; ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น<br />
&ndash; ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน<br />
&ndash; กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกันเริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก ร้อยละ 80 ในปีที่สอง ร้อยละ 60 ในปีที่สาม ร้อยละ 40 ในปีที่สี่ และร้อยละ 20 ในปีที่ห้า นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากนำสูตรใหม่มาคำนวณและพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา<br />
โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา<br />
การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทย จะทำให้ผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ได้รับการคำนวณเงินบำนาญที่สะท้อนการนำส่งเงินสมทบตลอดช่วงชีวิตการทำงานมากยิ่งขึ้น มีความเป็นธรรม สมดุล สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่กองทุนประกันสังคมในระยะยาว</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/">คณะรัฐมนตรี</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/">บำนาญชราภาพ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%99/">ผู้ประกันตน</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-care-2/">สูตร &ldquo;CARE&rdquo;</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/2026071564fabe6c730ebe155beb240f21ba9913095754.jpg' type='image/jpg' length='192675' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ ประกาศผล 17 ก.ค. นี้]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/522172</link>
<guid isPermaLink="false">a853420f3c16b1c92e3a42958d8f8785</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br />
1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 &ndash; 21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนโครงการฯ ปี 2569<br />
2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ เนื่องจากอาจจะกระทบต่อผู้มีเงินได้และบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามสิทธิฯ ในปัจจุบัน<br />
3. ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จาก &ldquo;ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือ มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด&rdquo; เป็น &ldquo;ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยไม่รวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้ เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น<br />
4. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp;(1) ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp;(2) ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่นๆ</p>

<p>จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง&nbsp;แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ยากไร้ที่สุด ได้เพิ่มขึ้น ทำให้การบูรณาการนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การคัดกรองมีความแม่นยำเป็นโอกาสให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างแท้จริง<br />
สำหรับผู้ได้รับสิทธิ ที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง กรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องไปยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 &ndash; 12 มกราคม 2570<br />
กรณีไม่ได้รับสิทธิ ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการฯ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร โดยสามารถแก้ไขเอกสารได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ประกาศผลรอบอุทธรณ์วันที่ 14 กันยายน 2569 สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 &ndash; 12 มกราคม 2570 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569</p>

<p>สิทธิประโยชน์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้า) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ดังนี้<br />
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาท/คน/เดือน<br />
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาท/คน/3 เดือน<br />
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาท/คน/เดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)<br />
&nbsp;&nbsp; 2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)<br />
&nbsp;&nbsp; 3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด<br />
&nbsp; 4) รถไฟ<br />
&nbsp; 5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร<br />
&nbsp; 6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน<br />
&nbsp; 7) รถสองแถวรับจ้าง<br />
&nbsp; 8) เรือโดยสารสาธารณะ<br />
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินสำหรับชำระค่าไฟฟ้า วงเงิน 315 บาท ต่อครัวเรือน/เดือน กรณีผู้ได้รับสิทธิ ใช้ค่าไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนดผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด<br />
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา สนับสนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด<br />
ติดตามรายละเอียดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์&nbsp; https://welfare.mof.go.th หรือ&nbsp; https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87/">กลุ่มเปราะบาง</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/">คณะรัฐมนตรี</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90/">บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c/">ปรับเกณฑ์</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260715eb8e5d360dfab86d91eabcb14e75d5ce095408.jpg' type='image/jpg' length='184349' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” สั่ง สคบ. เร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้ลาดพร้าว “จุลพันธ์” สั่งยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิง]]></title>
<link>https://secretary.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/521791</link>
<guid isPermaLink="false">4a38bd9ae20a2e3eaebc6fd406a3c27d</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 70 ราย หลังเกิดเหตุนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างละเอียดโดยเร็ว ทั้งการตรวจสอบสาเหตุ การติดตามอาการผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และการติดต่อญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการ<br />
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ดูแลผู้บาดเจ็บ อำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน จึงสั่งการให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยนายศรัณย์ รักษ์เผ่า รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามกำกับการดำเนินงาน และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร จัดตั้ง &ldquo;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า)&rdquo; ที่สำนักงานเขตจตุจักร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบในการรับเรื่องร้องเรียน รับเอกสารและพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิตในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย<br />
นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า ผู้ที่เข้าไปใช้บริการในสถานประกอบการดังกล่าวถือเป็นผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองตามกฎหมาย จึงได้กำชับให้ สคบ. เป็นตัวกลางประสานผู้เสียหาย และผู้ประกอบการ เพื่อเร่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย และความเสียหายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้จะประสานงานร่วมกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีเหตุอันทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบหรือปฏิเสธการเยียวยา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ส่วนความรับผิดชอบทางอาญา ทางพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินจะต้องดูแลรับผิดชอบต่อไป พร้อมย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สคบ. จะเข้าไปอยู่เคียงข้างผู้เสียหาย ประสานการเยียวยา ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างเต็มกำลัง หากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม สคบ. พร้อมดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด<br />
ทั้งนี้ผู้ได้รับผลกระทบหรือญาติ สามารถติดต่อยื่นเรื่องร้องทุกข์ได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>

<p>ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท. เร่งดำเนินการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนจะมุ่งเน้นการสื่อสารและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ทางหนีไฟ ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ตลอดจนอุปกรณ์ดับเพลิง ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำการจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>ด้าน ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารปิด โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียรุนแรงภายในเวลาอันสั้น หากระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง การควบคุมควัน หรือแผนอพยพไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้สาเหตุของเพลิงไหม้จะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่ แต่ลักษณะของเหตุการณ์ที่มีเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถานประกอบกิจการต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซเชื้อเพลิง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และการจัดการเส้นทางอพยพให้สามารถใช้งานได้จริงในภาวะฉุกเฉิน จากข้อมูลด้านความปลอดภัยระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟโดยตรง แต่เกิดจากการสูดดมควันและก๊าซพิษที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งอาจทำให้หมดสติได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ดังนั้น ระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว การตัดสินใจอพยพทันที และการมีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย</p>

<p>สสปท. ขอให้ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ และสถานบริการทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จัดให้มีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง ติดตั้งป้ายทางหนีไฟและไฟส่องสว่างฉุกเฉินที่สามารถใช้งานได้เมื่อไฟฟ้าดับ ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับความจุและข้อจำกัดของอาคาร สำหรับประชาชนที่เข้าใช้บริการสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรสังเกตตำแหน่งประตูทางออกและทางหนีไฟทุกครั้ง หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ให้รีบอพยพออกจากอาคารทันที ไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน ก้มต่ำหรือคลานเมื่อมีควันหนาแน่น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปหลบภายในห้องน้ำหรือพื้นที่ปิดที่ไม่มีทางออก อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและแนวทางยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มาตรการด้านความปลอดภัยสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลในระยะยาว</p>

<ul>
	<li itemprop="about">Tags: <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7/">ครอบครัว</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a/">ผู้บาดเจ็บ</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95/">ผู้เสียชีวิต</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%84%e0%b8%9a/">สคบ.</a>, <a href="https://www.realnewsthailand.net/article/tag/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89/">เหตุเพลิงไหม้</a></li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://secretary.prd.go.th/th/file/get/file/20260714170a9495f2e3565b285c66f7dd6932e6104501.jpg' type='image/jpg' length='218087' />
</item>
</channel>
</rss>
